วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

ขบวนการชาตินิยมในอินเดีย

อินเดีย-ประวัติศาสตร์ที่ต้องศึกษา
ขบวนการชาตินิยมและการต่อสู้เพื่อเอกราช

      ขบวนการชาตินิยมของอินเดียเริ่มเติบโตตั้งแต่ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งองค์กรชาตินิยมที่มีบทบาทในฐานะปากเสียงของประชาชน ได้แก่ คองเกรสแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress) ซึ่งเปิดประชุมครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๘๕ ที่บอมเบย์ซึ่งเริ่มแรกมีผู้เข้าประชุมเพียง ๗๐ คนจากนั้นก็มีการประชุมทุกๆปีและมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าองค์กรนี้จะตั้งโดยชาวฮินดูผู้มีการศึกษาและชาวอังกฤษผู้มีเป็นธรรมอีกทั้งยังมีชาวมุสลิมที่สนใจเข้าร่วมด้วย จุดประสงค์ของคองเกรสในตอนแรกคือยืนยันที่จะ ตอบคำถามที่ว่าอินเดียยังไม่เหมาะที่จะมีสถานบันผู้แทนไม่ว่ารูปแบบใดๆทั้งสิ้นแต่ก็ดูเหมือนจะเลื่อนลอยในการที่จะให้มีการปกครองแบบสภา เพราะสมาชิกคองเกรสส่วนใหญ่ยังจงรักภักดีต่ออังกฤษ

      ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ ๒๐ มีนักเคลื่อนไหวชาตินิยมรุ่นแรกเช่น ดาดาภัย เนาโรจิ นักธุรกิจชาวอินเดียที่อยู่ในลอนดอนเป็นเวลานาน จนได้รับเลือกเข้าไปนั่งในสภาสามัญของอังกฤษในนามพรรคเสรีนิยม เขาได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปตรวจสอบการบริหารการคลังของอังกฤษในอินเดีย นักชาตินิยมคนต่อมาคือ เอ็ม จี รานาด เนื่องจากเขาเป็นผู้พิพากษาจึงไม่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเขามีความเห็นว่าอินเดียต้องนำระบบอุตสาหกรรมมาใช้ภายใต้การช่วยเหลือของอังกฤษ ลูกศิษย์ของเขาก็มีส่วนในการทำให้อังกฤษต้องลดภาษีและปรับปรุงการคลังให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามบุคคลเหล่านี้จัดว่าเป็นสายกลาง (moderates) เห็นได้จากการที่พวกเขายอมรับการปกครองของอังกฤษและพยายามให้อังกฤษปรับปรุงสิ่งที่พวกตนเรียกร้องให้ดีขึ้น

     หลังจาก ค.ศ. ๑๙๐๐ เป็นต้นมา คองเกรสแห่งชาติอินเดียก็แยกเป็น ๒ ฝ่าย คือฝ่ายสายกลาง กับฝ่ายรุนแรง ฝ่ายหัวรุนแรงนำโดย บัล กันกาธาร์ ติลัก ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องอย่างละมุนละม่อมของพวกสายกลาง ฝ่ายนี้ต้องการให้การให้เกิดความปั่นป่วนแก่อังกฤษ รวมทั้งใช้กำลังและก่อการร้ายหากจำเป็น ติลักมาจากวรรณะพราหมณ์แห่งเมืองปูนา เขาเป็นนักปฏิรูปที่นิยมการต่อสู้ ต้องการฟื้นฟูศาสนาฮินดูและประเพณีกลับคืนมาเพื่อเรียกร้องการสนับสนุนจากมวลชน ทำให้ขบวนการชาตินิยมกระจายไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ เขายังได้ต่อสู้เพื่อให้กรรมกรได้ค่าแรงขั้นต่ำ เรียกร้องเสรีภาพขององค์การสหภาพการค้า การตั้งกองทัพประชาชน การให้การศึกษาแก่ประชาชนโดยไม่เก็บเงิน ติลักมีความคิดเหมือนคานธีในแง่ที่ว่าประชาชนอินเดียไม่ควรให้ความร่วมมือกับอังกฤษ แต่ต่างกันตรงที่ติลักต้องการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับอังกฤษ การกระทำของติลักทำให้ขบวนการชาตินิยมได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น เขาถูกจำคุกในปี ๑๙๐๘-๑๙๑๔

ส่วนผู้นำสายชาตินิยมสายกลางได้แก่ โคปาลา กฤษณา โกเคล ท่านผู้นี้คานธีนับถือเป็นครูของเขา เพราะโกเคลมีความสนใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม ซึ่งมีอิทธิพลต่อคองเกรสและกำหนดทิศทางให้อินเดียเป็นรัฐสวัสดิการภายหลังได้รับเอกราช

แบ่งแยกเพื่อเข้าปกครอง

    ในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ ๒๐ ขบวนการชาตินิยมนำโดยติลักได้ขยายตัวจากภาคตะวันตกไปยังแคว้นเบงกอลทางตะวันออก ซึ่งการขยายตัวอย่างรวดเร็วมีส่วนหนึ่งมาจากปฏิวัติในรัสเซียในปี ๑๙๐๕ และในปีนั้นญี่ปุ่นก็ทำสงครามชนะกองทัพเรือของรัสเซีย ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าชาวเอเชียไม่ได้ด้อยกว่าชาวตะวันตก ซึ่งในปีนั้นเช่นกันอุปราชอังกฤษประจำอินเดียได้ออกกฎหมายแบ่งแคว้นเบงกอลออกเป็น ๒ ส่วนซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวเบงกาลี(ชาวเบงกอล) เป็นอย่างมาก การแบ่งเบงกอลออกเป็นสองส่วนทำให้ฟากตะวันออกมีคนมุสลิมส่วนใหญ่มีคนฮินดูเป็นส่วนน้อย และฟากตะวันตกก็กลับกันคือมีคนฮินดูเป็นส่วนมากมีคนมุสลิมเป็นคนส่วนน้อย

  ขบวนการชาตินิยมกล่าวว่าอังกฤษต้องการแบ่งเบงกอลออกเป็นสองส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย     Divide and rule (แบ่งแยกเพื่อปกครอง) คือทำให้ชาวเบงกอลแตกสามัคคีกัน เพื่อลดอิทธิพลของขบวนการชาตินิยมและปราบปรามการฟื้นฟูทางสติปัญญาซึ่งเริ่มตื่นตัวขึ้นมากในเบงกอลตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา

   การแบ่งแยกเบงกอลเป็นสองส่วนทำให้ขบวนการชาตินิยมรวมเป็นอันหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน กลุ่มนี้ได้ต่อสู้กับรัฐบาลอย่างเข้มแข็งภายใต้คำขวัญ สวราชซึ่งหมายถึงการปกครองตนเองภายใต้จักรวรรดิอังกฤษความรู้สึกชาตินิยมอย่างรุนแรงจากปัญหาการแบ่งแยกเบงกอล ทำให้กลุ่มหัวรุนแรงมีอิทธิพลในการประชุมคองเกรสแห่งชาติอินเดียในปี ค.ศ. ๑๙๐๖

   นักชาตินิยมหัวรุนแรงบางคนได้ใช้การต่อสู้อย่างรุนแรงตามแบบการก่อการร้ายใต้ดินไอร์แลนด์และในรุสเซีย การก่อการร้ายมีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง ๑๙๐๖-๑๙๐๙ ทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องแก้ไขโดยออก พ.ร.บ.การปฏิรูปมอร์เลย์-มินโต ในปี ๑๙๐๙ และในปี ๑๙๑๑ อังกฤษก็ยกเลิกการแบ่งแยกเบงกอล ทำให้ชาวอินเดียเห็นว่าการใช้ความรุนแรงสามารถบีบบังคับให้รัฐบาลยอมจำนนได้ แต่การปฏิรูปดังกล่าวอังกฤษไม่ได้ทำเพื่อให้อินเดียมีการปกครองตนเอง แต่เป็นอุบายหนึ่งที่จะทำให้ขบวนการหัวรุนแรงแตกแยกกัน โดยที่อังกฤษยอมอนุญาตให้อินเดียมีการเลือกตั้งผู้แทนในขอบเขตจำกัด แต่อำนาจเด็ดขาดและการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่อังกฤษ

    วิธีการดังกล่าวได้รับความสำเร็จ เพราะทำให้นักชาตินิยมสายกลางกลับมามีอำนาจในคองเกรสอีกครั้งหนึ่ง มีมติ แสดงความพอใจโดยทั่วไปและอย่างลึกซึ้งต่อการปฏิรูปดังกล่าวการต่อต้านอังกฤษยังลดความรุนแรงลงอีกใน ค.ศ. ๑๙๑๑ เมื่ออังกฤษยกเลิกการแบ่งแยกแคว้นเบงกอล ปล่อยนักโทษการเมืองที่สำคัญๆ และให้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อพัฒนาการศึกษาของอินเดีย

     สรุปว่าตั้งแต่ปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๙ มาถึง ค.ศ. ๑๙๑๔ ขบวนการชาตินิยมของอินเดียประกอบด้วยปัญญาชนเป็นส่วนใหญ่ และคองเกรสแห่งชาติอินเดียได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ในระยะเวลา ๒๕ ปี ตั้งแต่ตั้งคองเกรสในปี ค.ศ. ๑๘๘๕ สมาชิกคองเกรสแห่งชาตินอกจากจะมาจากแคว้นเบงกอลและเมืองทางชายฝั่งตะวันตกแล้ว ยังมาจากส่วนต่างๆของบริติชอินเดียอีกด้วย สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือขบวนการนี้เป็นขบวนการของชนชั้นกลาง ซึ่งประกอบด้วยนักกฎหมาย นักหนังสือพิมพ์ ครู อาจารย์ และพ่อค้า คนเหล่านี้คุ้นเคยกับแนวความคิดของนักปราชญชาวตะวันตก เช่น จอห์น สจ๊วต มิล เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ และชาร์ลส์ ดาร์วิน ซึ่งเป็นนักปรัชญาเสรีนิยมที่มีอิทธิพลในคริสตศตวรรษที่ ๑๙ แต่มักไม่เข้าใจปัญหาและความต้องการของชาวอินเดียส่วนใหญ่ในชนบทซึ่งได้แก่ ความยากจนและความอัตคัดขัดสน จึงเกิดช่องว่างอย่างมากระหว่างคนสองกลุ่มดังกล่าว จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อมหาตมะ คานธีสามารถทำให้ขบวนการชาตินิยมเป็นขบวนการของมวลชนอย่างแท้จริง

สันนิบาตมุสลิม

  ลักษณะอีกประการหนึ่งของขบวนการชาตินิยมในระยะแรก คือ การที่ชาวฮินดูเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในคองเกรสแห่งชาติอินเดีย ทำให้ชาวมุสลิมส่วนมากไม่มีส่วนร่วมด้วย มุสลิมภายใต้การนำของเซอร์ เซยิด อาเหม็ด ข่าน จึงมีความรู้สึกว่าหากคองเกรสแห่งชาติสามารถเรียกร้องการปกครองแบบมีผู้แทนได้สำเร็จ พวกมุสลิมก็จะกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดไป ชาวมุสลิมยังรู้สึกตื่นตระหนกในพลังอันเข้มแข็งของลัทธิชาตินิยมฮินดูมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้รักชาติชาวฮินดูบางคนกล่าวถึงมุสลิมว่าเป็น ชาวต่างชาติชาวมุสลิมจึงได้จัดตั้ง สันนิบาตมุสลิม (Moslem League) เพื่อป้องกันตนเองจากความระแวงสงสัยดังกล่าว ทางฝ่ายอังกฤษเองก็พร้อมที่จะต้อนรับและสนับสนุนสันนิบาตมุสลิม เพื่อถ่วงดุลกับคองเกรสแห่งชาติอินเดีย

   อย่างไรก็ตามการก่อตั้งสันนิบาตมุสลิมก็ไม่ได้เกิดจากการวางแผนของอังกฤษ แต่เป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์ที่ผิดพลาดของผู้นำชาตินิยมฮินดูอย่างเช่น ติลัก ซึ่งเน้นการฟื้นฟูศาสนาฮินดูเพื่อกระตุ้นความรักชาติของประชาชน ซึ่งกลับทำให้มุสลิมถูกกีดกันออกไป มุสลิม



ขอขอบคุณข้อมูล 
ขบวนการชาตินิยมในอินเดีย 

สงครามฝิ่น


สงครามฝิ่น 
  (จีนตัวเต็ม鴉片戰爭จีนตัวย่อ鸦片战争พินอินYāpiàn Zhànzhēng ยาเพี่ยนจ้านเจิง; อังกฤษOpium Warsฝิ่นเป็นยาเสพย์ติดที่ชาวจีนติดกันอย่างงอมแงมและติดกันมานาน ในรัชกาลจักรพรรดิหย่งเจิ้น (雍正) เคยมีดำริที่จะทำการปราบปรามฝิ่นแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ชาวจีนส่วนใหญ่ยังติดฝิ่นเรื่อยมา จนถึงรัชสมัยของจักรพรรดิเต้ากวง (道光) ปีที่ 19 พระองค์มีเจตนารมณ์อย่างแรงกล้าที่จะทำการปราบฝิ่น ทรงแต่งตั้งหลินเจ๋อสวี เป็นผู้ตรวจราชการสองมณฑล ขึ้นเป็นผู้นำในการกวาดล้างฝิ่นจากแผ่นดินจีน




เริ่มกระบวนการปราบปรามฝิ่น

หลินเจ๋อสวีเริ่มงานด้วยการห้ามค้าฝิ่นในมณฑลกวางตุ้ง และจับพ่อค้าฝิ่นชาวจีนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดไปคุมตัวในเรือนจำ ใครที่มีหลักฐานว่าค้าฝิ่นจะต้องถูกประหาร และตัดศีรษะเสียบประจาน เพื่อข่มขู่ชาวจีนอื่น ๆ ให้เกรงกลัวจะได้ไม่กล้าค้าฝิ่นอีก นอกจากปราบปรามการค้าฝิ่นในหมู่ชาวจีน หลินเจ๋อสวี ยังได้พยายามฟื้นฟูสุขภาพชาวจีนที่ติดฝิ่น โดยจัดโครงการรณรงค์การอดฝิ่น มีชาวจีนหลายคนที่อดฝิ่นได้สำเร็จ ทางการก็จะประกาศเกียรติคุณ เพื่อให้คนอื่น ๆ เอาเป็นแบบอย่างอันดีที่จะพยายามเลิกฝิ่นให้ได้ จากนั้นหลินเจ๋อสวีก็สั่งห้ามเรือพ่อค้าต่างชาติที่บรรทุกฝิ่นเข้ามาในอาณาจักรจีน โดยห้ามเรือล่องเข้าแม่น้ำจูเจียงมาเป็นเด็ดขาด และประกาศให้พ่อค้าต่างชาติที่มีฝิ่นในครอบครอง ต้องนำฝิ่นมาส่งมอบให้ทางการจีน แต่พ่อค้าชาวต่างชาติไม่สนใจคำสั่งของหลินเจ๋อสวี ยังคงค้าฝิ่นต่อไป หลินเจ๋อสวีจึงสั่งปิดล้อมย่านการค้าของคนต่างชาติใน และบีบให้พ่อค้าต่างชาติส่งฝิ่นให้ทางการจีน หลังจากปิดล้อมอยู่สองวัน พวกพ่อค้าต่างชาติก็ยอมมอบฝิ่นออกมาในที่สุด ฝิ่นที่ยึดได้ครั้งนี้ หลินสั่งให้เอาฝิ่นทั้งหมดไปละลายกับกรดน้ำส้มกับเกลือและน้ำ เพื่อฆ่าฤทธิ์ของฝิ่น แล้วก็โยนทิ้งทะเลไปจนหมดสิ้น ผลจากการปราบปรามฝิ่นอย่างจริงจังของหลินเจ๋อสวี ทำให้ชาวต่างชาติโดยเฉพาะพ่อค้าอังกฤษที่มีผลประโยชน์จากการค้าฝิ่นมหาศาลไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะฝิ่นที่หลินเจ๋อสวีทำลายไปมีจำนวนมหาศาลถึง 20,000 ลัง คิดเป็นน้ำหนักสองล้านปอนด์ครึ่ง และเนื่องจากฝิ่นเป็นสินค้าที่มีค่าสูง จึงยังมีพ่อค้าต่างชาติทั้งชาวอังกฤษและโปรตุเกส ยังคงลอบค้าฝิ่น แต่เปลี่ยนฐานการค้าจากตัวแผ่นดินใหญ่ในมณฑลกวางตุ้ง ไปอยู่ที่มาเก๊า และเกาะฮ่องกง ซึ่งมีทำเลดีกว่าแทน
การกระทบกระทั่งระหว่างจีนกับอังกฤษยังคงมีต่อมา เมื่อชาวจีนถูกกะลาสีเรือชาวอังกฤษฆ่าตายที่เกาลูน หลินเจ๋อสวีให้ทางอังกฤษส่งตัวกะลาสีที่ก่อเหตุมารับโทษตามกฎหมายจีน แต่กัปตันเอลเลียตของอังกฤษปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ผลจากการกระทบกระทั่งกันครั้งนี้ ทำให้หลินเจ๋อสวีขับไล่ชาวอังกฤษทั้งหมดออกจากมาเก๊า แต่พ่อค้าเหล่านี้ก็ไปตั้งหลักที่ฮ่องกงแทน กัปตันเอลเลียต ขอความช่วยเหลือไปทางรัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษในยุคของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นยุคสมัยของการล่าอาณานิคม ถือเป็นเหตุในการทำสงครามกับจีน โดยเริ่มครั้งแรกในปี พ.ศ. 2382 (ค.ศ. 1839) โดยสั่งให้บริษัทอีสต์อินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทการค้าของรัฐบาลอังกฤษ ส่งกองเรือไปช่วยที่ฮ่องกง เมื่อกองเรือรบกองแรกมาถึงซึ่งประกอบไปด้วยเรือปืนจำนวน 28 ลำ หลินเจ๋อสวีไม่เคยมีประสบการณ์กับการรบกับอาวุธที่ทันสมัยเช่นนี้ จึงถูกโจมตีจนกองเรือจีนพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว หนำซ้ำพวกขุนพลของจีนที่สู้แพ้อังกฤษ ยังไม่กล้ารายงานสถานการณ์ตามความเป็นจริง ทำให้หลินเจ๋อสวีเข้าใจผิดว่ากองเรือของจีนเอาชนะกองเรืออังกฤษได้ จึงถวายรายงานกับพระจักรพรรดิเต้ากวงว่า จีนได้รับชัยชนะ และยิ่งแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อพวกอังกฤษยิ่งขึ้น ในที่สุด ในปี พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) ฝ่ายกองเรือรบอังกฤษก็บุกเข้าปากแม่น้ำจูเจียง และยึดเมืองกวางซูเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเคลื่อนกองเรือรุกเข้ามาในแผ่นดินจีนขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังส่งกองเรือจำนวนหนึ่งไปยึดเมืองท่าริมทะเลเอาไว้ด้วย ความทราบถึงพระจักรพรรดิเต้ากวง จึงทรงตำหนิหลินเจ๋อสวีอย่างรุนแรง และปลดหลินเจ๋อสวีจากตำแหน่งทั้งหมด เนรเทศไปยังซินเจียง และส่งแม่ทัพฉีซานมาแทน ฉีซานไม่สามารถต้านทานแสนยานุภาพของอังกฤษได้
ในปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) กองทัพอังกฤษบุกเข้ายึดเมืองนานกิงได้ จนกระทั่งในที่สุดจำเป็นต้องเจรจาสงบศึกกับอังกฤษ ที่เมืองนานกิงนั่นเอง และยอมเซ็นสนธิสัญญาที่ชาวจีนถือว่าอัปยศที่สุด ที่เรียกว่าสนธิสัญญานานกิงในปีเดียวกันนั้น เนื้อหาในสนธิสัญญาฉบับนี้ อังกฤษบังคับให้จีนเปิดเมืองท่าตามชายทะเลเพื่อค้าขายกับอังกฤษ รวมทั้งขอสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือดินแดนจีน คนที่ถือสัญชาติอังกฤษ จะไม่ต้องขึ้นศาลจีน รวมทั้งสิทธิใด ๆ ที่อังกฤษได้ ต่างชาติอื่น ๆ ก็ต้องได้ด้วย แม้ว่าเนื้อหาของสนธิสัญญานี้ จีนต้องเสียเปรียบอังกฤษเป็นอย่างมาก แต่จีนก็จำต้องเซ็นสัญญาเพื่อยุติสงครามที่จีนเสียเปรียบอย่างเทียบไม่ติด ต่อมาจีนก็สูญเสียเอกราชบนคาบสมุทร เกาลูนไปอีก ในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) ตามสนธิสัญญาปักกิ่ง ในรัชกาลสมเด็จพระจักรพรรดิเสียนเฟิง (咸丰) ปีที่ 10 และอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2441 (ค.ศ. 1898) ตรงกับรัชกาลจักรพรรดิกวังซวี่ (光緒帝) ปีที่ 24 สูญเสียพื้นที่เขตดินแดนใหม่ (New Territories) ให้กับสหราชอาณาจักรในสัญญาเช่า 99 ปี นับแต่นั้น เซินเจิ้นและฮ่องกงก็ถูกแบ่งแยกการปกครองออกจากกัน และภายใน พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) คนจีนกว่า 13 ล้านคน ยังคงติดฝิ่นอยู่ เศรษฐกิจของจีนถูกทำลายลงอย่างย่อยยับจากการที่จีนต้องนำเข้าฝิ่นเป็นจำนวนมากมายมหาศาลและราชวงศ์ชิงก็ตกอยู่ในภาวะแห่งการล่มสลาย




ขอขอบคุณข้อมูล
สงครามฝิ่น   (ม ป ป)
จากเว็ปไซด์    http://th.wikipedia.org/wiki/
( วันที่ 23 กันยายน 2556 )

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

Palestine Liberation Organization (องค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์)

 Palestine Liberation Organization

 (PLO  องค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์)

          



ประวัติ

           เป็นองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1964 โดยมีวัตถุประสงค์ของการสร้างความเป็นอิสระของ รัฐปาเลสไตน์ . 
เป็นที่ยอมรับว่าเป็น "ตัวแทนถูกต้องตามกฎหมาย แต่เพียงผู้เดียวของ ปาเลสไตน์"โดยกว่า 100 รัฐด้วยซึ่งจะถือความสัมพันธ์ทางการทูต, และมีความสุขสถานะการณ์ที่ สหประชาชาติ ตั้งแต่ปี 1974  PLO ได้รับการพิจารณาโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลจะเป็นองค์กรก่อการร้ายจนกว่าการประชุมมาดริด ในปี 1991 ในปี 1993, PLO ได้รับการยอมรับของอิสราเอล สิทธิ์ที่จะอยู่ ในความสงบได้รับการยอมรับ สหประชาชาติมติคณะมนตรีความมั่นคง 242 และ 338 และปฏิเสธ "ความรุนแรงและการก่อการร้าย"ในการตอบสนอง, อิสราเอลอย่างเป็นทางการได้รับการยอมรับ PLO ในฐานะตัวแทนของ ชาวปาเลสไตน์






 ผู้นำองค์กร








 ผลการดำเนินงานขององค์กร








 ผลกระทบ





 ความสัมพันธ์กับไทย





ขอบคุณข้อมูล
องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์
จากเว็ปไซด์
 https://www.google.co.th/searchhttp://www.slideshare.net/sindybluerose/plo-palestine-liberation-organization
http://th.wikipedia.org/wiki



วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

สตรีในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน

โครงการ "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"



พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

                เนื่องด้วยในเดือนสิงหาคมนี้เป็นวาระครบ  95 ปีแห่งวันอภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี พระบรมราชินี  และอีกทั้งในเดือนสิงหาคม ยังจัดเป็นเดือนวันสตรีไทยอละวันแม่แห่งชาติอีกด้วย จึงทำให้ทางพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เห็นควรที่จะจัดโครงการสัมมนาเรื่องนี้ขึ้น

         

        เนื่องจาก วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2556 เวลา 12.30-16.30 ดิฉันกับเพื่อนได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ซึ่งพิพิธภัณฑ์สวมงามมาก และมีอายุยาวนานอีกด้วยและยัง ได้จัดงานเสวนาโครงการ "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน" โดยวิทยากรคือคุณวิกัลย์ พงศ์พนิตานนท์ หัวหน้าหอจดหมายเหตุศิริราชพยาบาล และคุณพิมพ์ฤทัย ชูแสงศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารลิซ่า
         สิ่งที่ได้รับจากการรับฟังในการเสวนา ทำให้ได้รับความรู้เรื่องของหน้าที่ของหญิงไทย หญิงไทยก็มีหน้าที่ ที่สำคัญไม่แพ้กับผู้ชาย ในสมัยก่อนการรบเป็นเรื่องของชาย และการแต่งกายของหญิงสมัยนั้น แต่เรื่องของการจัดบ้านเรือนให้เกิดความเป็นระเบียบก็เป็หน้าที่ของผู้หญิง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ผู้หญิงก็ไม่แพ้กับผู้ชาย แต่ละคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง เพื่อความเป็นอยู่ของครอบครัวแล้ว ผู้หญิงมีหน้าที่สำคัญอย่างยิ่ง
           สตรีไทยมีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่อดีต  ในทางการเมืองสตรีไทยในประวัติศาสตร์หลายคนได้มีบทบาทในการสร้างชาติไทย  เช่น  พระสุพรรณกัลยา  พระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ทรงเสียสละพระองค์เป็นองค์ประกันที่เมืองหงสาวดี  เพื่อแลกกับอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรที่จะมากอบกู้เอกราชให้กับกรุงศรีอยุธยาในวันข้างหน้า

      รูปในวันงาน    




                                                         ลงชื่อ ลงทะเบียนเข้างาน





ฟังดนตรีำไทยก่อนเริ่มงาน









        
ขอขอบคุณข้อมูล "หญิงไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ปัจจุบัน"
จากเว็ปไซด์
https://www.facebook.com/kingprajadhipokmuseum

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ผลงานของนางสาวนัตมะห์ สาและ

โดยนางสาวนัตมะห์  สาและ

ราชมาตา คยาตรี เทวี มหารานีพระองค์สุดท้ายของอินเดีย

คยาตรี เทวี  มหารานีแห่งชัยปุระ
      ราชมาตาคยาตรี เทวี อดีตมหารานีแห่งเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย  ที่เพิ่งจบพระชนม์ชีพที่เปี่ยมไปด้วยสีสันสดแรงไม่แพ้ผืนแพรพรรณส่าหรี เครื่องแต่งกายตามประเพณีของสตรีชนชาตินี้ ด้วยพระชนมายุ 90 พรรษา!
      ยุคนี้พระนาม คยาตรี เทวี อาจไม่คุ้นหูหรือเป็นที่รู้จักกว้างขวางหลากหลายวงการหรือนอกประเทศอินเดีย แต่หากจะอ้างอิงดีกรีที่ทรงเคยได้รับการขนานนามว่าคือ 1 ใน 10 ผู้หญิงที่นิตยสารดังของตะวันตกอย่าง Vouge ยกย่องว่างดงามที่สุดของโลกในสมัยหนึ่งขณะที่ความสาวของพระองค์กำลังสดสะพรั่ง หรือที่ทรงเคยเป็นนักการเมืองหญิงคนสำคัญคนหนึ่งของอินเดียที่มีคุณูปการไม่แพ้ผู้รักชาติคนไหนๆ แม้แต่การ ? นักธุรกิจหญิงเจ้าของโรงแรมสุดหรูที่ดัดแปลงจากพระราชวังหินทรายสีทองสุดโอฬารของกษัตริย์แห่งชัยปุระ
      พูดได้ว่าเรื่องราวของ คยาตรี เทวี ซึ่งพระยศก่อนสิ้นพระชนม์คือ ราชมาตา หรือพระมารดาของมหาราชาพระองค์สุดท้าย (ปัจจุบันอินเดียยกเลิกระบบกษัตริย์แล้ว) ก็ไม่ผิดกับเทพนิยายเรื่องหนึ่งที่มีหลากรสชาติ ทั้งชวนฝัน หรูหรา สุขสบาย ต่อสู้ ตกระกำลำบาก ต้องอดทนอดกลั้น ฝ่าฟันเพื่อเอาชนะ รวมถึงรางวัลและการยอมรับยกย่อง...     
      สมัยที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ เวลามีใครเข้าเฝ้าฯ หรือสัมภาษณ์ คยาตรี เทวี มักจะทรงเล่าเรื่องราวความหลังสมัยยังทรงพระเยาว์ ตั้งแต่ประสูติที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี 1919 ในฐานะพระธิดาของเจ้าชายแห่งราชวงศ์ Cooch Behar เคยพระราชทานสัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะไทม์ออฟอินเดียถึงพระชนม์ชีพครั้งทรงพระเยาว์ว่าทรงเป็นเด็กหญิงแก่นแก้วที่โปรดการล่าสัตว์และขี่ช้าง แม้เมื่อทรงเจริญพระชนม์ชีพขึ้นเป็นดรุณีแรกรุ่นเป็นเจ้าของความงามโดดเด่นที่ถ่ายทอดจากพระมารดาซึ่งก็เป็นเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งเช่นกัน

      ความสดชื่นในวัยสาวน้อยของ คยาตรี เทวี บวกกับความปราดเปรียวมั่นอกมั่นใจในตัวเองทำให้พระองค์ทรงเป็นหญิงรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์หรูล้ำนำสมัย (ยุคนั้น) เพราะแม้จะแก่นแก้วเพียงใดพระองค์ก็ทรงไม่ลืมที่จะน้อมนำรูปแบบจากวิถีเดิมๆ ของชาวฮินดูมาผสมผสานไว้ในตัวเองได้อย่างเหมาะเจาะ ไม่ว่าพระองค์จะทรงโลดแล่นออกไปสนุกสนานกับเทนนิส โปโล หรือการขี่ม้าที่โปรดปราน
    
        ทรงเป็นเจ้าหญิงเลอโฉมที่ สดใสร่าเริงราวกับนกน้อย จึงเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนนัก จะกล่าวว่าพอๆ กับที่เคยเกาะติด เจ้าหญิงไดอานา แห่งอังกฤษนั่นทีเดียว แต่ดูว่า คยาตรี เทวี จะน่าสนใจกว่าในแง่ของความห้าวหาญและชื่นชอบเรื่องผาดโผน ทรงรักการเดินทางผจญภัย มิหนำยังทรงเป็นหญิงนักแม่นปืนชนิดหาตัวจับยาก จากที่เคยพระราชทานสัมภาษณ์ว่า ได้ทรงยิงเสือดาวตัวแรกในพระชนม์ชีพเมื่อมีพระชันษาเพียง 12 ปีเท่านั้น ทำให้พระมารดา มหารานีอินทิรา เทวี ที่โปรดปรานนิยายผจญภัยของ เซอร์ไรเดอร์ แฮกการ์ด อย่างมาก ทรงตั้งพระนามเล่นให้พระธิดาองค์นี้ว่า Ayesha ตามชื่อนางเอกนิยายเรื่องโปรดเสียเลย

      ด้วยพระสิริโฉมทำให้ คยาตรี เทวี สามารถจะเลือกแต่งงานกับชายใดในโลกที่ทรงต้องการก็ได้ทั้งนั้น แต่เจ้าหญิงในวัยกำดัดกลับยินดีที่จะอภิเษกกับมหาราชาสวาอัย มัน ซิงห์ เจ้าชายนักกีฬาโปโลแห่งชัยปุระที่ทรงมีพระชายาอยู่แล้วถึง 2 องค์ ซึ่งการตัดสินใจในครั้งนั้นก็สร้างความตกอกตกใจให้กับทั้งสองครอบครัวไม่น้อยทีเดียว
     ก่อนเข้าพิธีอภิเษกในวัย 20 ปี น้องชายของเทวีเคยกล่าวกับพระองค์ว่า มหาราชาโปรดปรานหญิงงาม และเพียงเพราะพระองค์แต่งงานกับเธอ ไม่ได้แปลว่าจะทรงเลิกกับผู้หญิงคนอื่นๆ นะ    
     คยาตรี เทวี เจ้าหญิงจากรัฐเบงกอลตะวันตก ผู้มีชีวิตชีวาและสนุกกับการผจญภัย


ในวันสดชื่นเคียงข้างพระสวามี มหาราชาไจ หรือ สวาอัย มันซิงห์ ผู้ครองนครชัยปุระ
       ตอนนั้นว่าที่มหารานีชัยปุระทรงตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยวและเย่อหยิ่งอย่างยิ่งว่า ทรงไม่จำเป็นต้องมีหญิงอื่นอีกแล้วก่อนจะก้าวเข้าสู่พระราชวงศ์แสนงามและชีวิตที่ประกอบด้วยภรรยาอีก 2 คนของสามีอย่างเชื่อมั่น
      หลังอภิเษก คยาตรี เทวี ก็ทรงศักดิ์มีพระยศเป็นมหารานีองค์หนึ่ง ซึ่งฐานะรานีผู้เคียงบัลลังก์มหาราชาแห่งชัยปุระทำให้ทรงโดดเด่นเป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งกาย เครื่องประดับทุกชิ้นที่นำมาใช้กับเรือนร่าง มหารานีจะทรงเลือกแบรนด์ที่ดีที่สุด หรูหราที่สุดในขณะนั้น เทสต์ด้านแฟชั่นที่มีสไตล์เฉพาะตัวนี้ทำให้ทรงถูกนำมาเปรียบเทียบกับอดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 สหรัฐอย่าง แจ็กเกอลีน เคนเนดี อยู่เนืองๆ

      ขณะที่โลกแฟชั่นก็พากันจับตามอง นิตยสารหลายฉบับเจนตากับมหารานีผู้มีเรือนผมสีน้ำตาล ส่าหรีผ้าชีฟองพลิ้วไหว เครื่องเพชรชิ้นเบิ้มๆ ชุดใหญ่ เพิ่มความอลังการให้ใบหน้าและดวงตาโตคมกริบอย่างสาวอินเดียขนานแท้เป็นภาพประทับใจ ทำให้ คยาตรี เทวี กลายเป็นแฟชั่นไอคอนของอินเดีย ...และเป็นจุดเริ่มต้นของภาพชีวิตอันหรูหราเลิศล้ำจนเป็นที่กล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้
 ทั้งสองพระองค์ทรงคุ้นเคยดีกับสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ ที่ 2 แห่งอังกฤษ (พระองค์กลาง) ทรงเคยร่วมทริปล่าสัตว์ด้วยกันเนืองๆ
      รูปแบบชีวิตที่จะทรงไปใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนเพื่อการพักผ่อนในยุโรป  และส่งพระโอรสองค์เดียวไปศึกษาในโรงเรียนเอกชนชั้นสูงในอังกฤษ ยิ่งเพิ่มโอกาสให้สื่อมวลชนและผู้คนที่สนใจติดตามครอบครัวผู้ครองนครชัยปุระได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

      ต่อมาเมื่อหมดสมัยของพระสวามี มหาราชาสวาอัย มันซิงห์  มหารานีคยาตรี เทวี ก็ได้เลื่อนพระยศเป็นราชมาตา (Queen Mum-พระชนนี)  โอรสองค์เดียว จกัตซิงห์ ซึ่งอภิเษกกับ ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต พระธิดาองค์เล็กในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต-ม.จ.ปิยะรังสิต รังสิต ราชนิกูลคนดังของบ้านเรา ณ ประเทศอังกฤษก็ทำให้คยาตรี เทวี มีพระนัดดาแท้ๆ  เป็นลูกครึ่งอินเดีย-ไทย 2 คน คือ นางสาวลลิตยา กุมารี และนายเทพราช ซิงห์  ต่อมาคู่สมรสหย่าร้างกันไปเมื่อปี 2530 ราชนิกูลชาวไทยจึงออกจากราชวงศ์แห่งชัยปุระและกลับมาพำนักในบ้านเรา

      กระทั่งมหาราชจกัตซิงห์สิ้นพระชนม์ และมีการเปิดพินัยกรรมพบว่าทรัพย์มรดกราว 8 พันล้านบาท ที่มีชิ้นหลักคือ พระราชวัง Jai Mahal มูลค่า 1,000 โกฎิ (1 โกฏิ = 10 ล้านรูปี) ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปใช้ในกิจการโรงแรมเครือ Taj Group ในชัยปุระ ของจกัตซิงห์ที่ีควรจะเป็นของทายาทเพียง 2 คน ที่อาศัยอยู่กับมารดาที่เมืองไทยกลับตกเป็นของราชมาตาคะยาตรี เทวีผู้เป็นย่าของทายาทชาวไทยทั้งหมด นาม คยาตรี เทวี จึงเป็นที่รู้จักของชาวไทยที่ติดตามข่าวการทวงความเป็นธรรมในมรดกของ 2 พี่น้องลูกครึ่งไทย-ราชนิกูลอินเดียคู่นี้ด้วย
      ความขัดแย้งในมรดกของจกัตซิงห์ทำให้บางด้านบางส่วนของความเป็น คยาตรี เทวี ถูกเปิดเผยให้ผู้คนได้เห็นอีกด้านของเจ้าหญิงแสนงามผู้เป็นไอคอนของสตรีอินเดียว่าเบื้องหลังความสง่างาม เลิศหรู คยาตรี เทวีนั้นเรียกได้ว่ามีความตระหนี่ถี่เหนียวเรื่องการเงินไม่เสมอภาคกันระหว่างตนเองกับคนอื่น พูดง่ายๆ ว่าใช้เงินสองมาตรฐาน ถ้าเป็นการใช้จ่ายกับตัวเองแล้วจะเต็มที่ตามความพอใจ แต่กับคนอื่นแล้วจะเหนียวแน่นควักไม่ออกเลยทีเดียว จากคำบอกเล่าถึงความอึดอัดคับข้องใจในการใช้ชีวิตที่ชัยปุระในฐานะชายาของมหาราชจกัตซิงห์ และพระสุนิสาของคยาตา เทวี ที่ไม่เอื้อเฟื้อดูแลความเป็นอยู่ต่อลูกสะใภ้ราชนิกูลชาวไทยนัก ฯลฯ
ซึ่งเรื่องราวการเงินอันเหนียวแน่นของ คยาตรี เทวี นั้นที่จริงแล้วก็ถูกเล่าลือลับหลังมาเป็นระยะ     
      อย่างเรื่องเล่าที่แฝงมากับภาพความหรูหราของชีวิตในช่วงหลังของเธอ  ที่ว่ากันว่ามักจะพยายามจัดงานเลี้ยงย่อยๆ ยามแปรพระราชฐานจากพระตำหนักแฟลตในไนท์บริดจ์ ลอนดอนหลบอากาศหนาวเย็นกลับมาที่พระตำหนักสระลิลลี่ อันเป็นที่พำนักที่สร้างขึ้นเคียงกับพระราชวัง Rambagh วังใหญ่ที่ถูกแปลงสภาพเป็นโรงแรม 5 ดาว ให้บริการนักท่องเที่ยวที่ชอบความหรูหราอยากสัมผัสบรรยากาศของพระราชวังแห่งชัยปุระ


      งานเลี้ยงนี้ราชมาตาจะเชื้อเชิญบรรดาแขกวีไอพีระดับหรูที่เข้าพักโรงแรมในช่วงนั้นให้ไปดื่มแชมเปญยามเย็นที่ตำหนักในลิลลี่เป็นพิเศษแบบส่วนตัว งานนี้พบปะกันแล้วเป็นที่ถูกอกถูกพระทัย ต้องชะตาราชมาตาก็แล้วไป แต่หากว่าแขกคนไหนเห็นหน้าหรือเจรจากันแล้วผลออกมาไม่ต้องอัธยาศัย แขกคนนั้นก็จะต้องพบกับชะตากรรมแผ่นบางๆ ที่มาในรูปบิลเรียกเก็บค่าแชมเปญมื้อนั้นเป็นการส่งท้ายเมื่อกลับถึงห้องพัก!
      หรือจะเป็นตอนที่เทวีเล่าไว้เองในหนังสือ และส่วนหนึ่งเป็น A Princess Remembers ที่กล่าวว่า เช้าวันหนึ่งทรงบอกคนขับรถให้พาพระองค์ออกไปช็อปปิ้ง ซึ่งคำว่าช็อปปิ้งของพระองค์คือการขับรถไปตามถนนในย่านเซอร์เรย์ ที่อังกฤษก่อนจะจบความสำราญวันนั้นด้วยการแวะซื้อบ้านหลังโตที่บังเอิญผ่านไปเห็นแล้วเกิดชอบใจขึ้นมาแบบง่ายดายราวกับซื้อรองเท้า
      วัง Rambagh พระราชวังใหญ่ประจำตระกูลที่ทรงตัดสินพระทัยปรับปรุง เพื่อเปิดบริการให้เป็นโรงแรมสุดหรูในเครือ Taj Group ร่วมกับกลุ่มธุรกิจของ Tata ตระกูลนักธุรกิจใหญ่ติดอันดีบโลก ที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมหนักอย่างเหล็ก และยานยนต์
      ช่างน่าแปลกที่เรื่องเล่าเหล่านี้ให้ภาพคนละเรื่องราวกับกฎบ้านที่ราชมาตากำชับเหล่าราชบริพารที่พระตำหนักสระลิลลี่ให้ปฏิบัติ ว่าไม่ว่าใครจะไปหรือใครจะมา ไม่ว่าเทวีเจ้าของตำหนักจะอยู่หรือไม่ แขกที่มาเยือนจะต้องได้น้ำมะนาวเย็นๆ มาดื่มให้ชุ่มฉ่ำลำคอเป็นการต้อนรับขั้นต้น
     “เป็นคำสั่งของมหารานีที่กำชับว่าจะไม่มีใครไม่ได้ดื่มน้ำก่อนออกจากบ้านหลังนี้ แม้จะเป็นเวลาที่ไม่ได้ทรงประทับอยู่ก็ตาม ทรงหางานให้พวกเราที่มาจากคุชพิหารได้ทำกันในพระราชวังแห่งนี้บัตเลอร์อาวุโสคนหนึ่งของตำหนักลิลลี่เล่า พร้อมยืนยันว่า คยาตรี เทวี มีน้ำพระทัยมากที่จะหางานการและหน้าที่ที่เหมาะสมให้กับชาวเบงกอลตะวันตกถิ่นกำเนิดของเทวี
      และหลักฐานสำคัญอย่างการ เสียสละตัวเองปฏิบัติราชการงานเมืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองการผลักดันให้เกิด Maharani Gayatri Devi Girls’ School โรงเรียนสำหรับสตรีแห่งแรกขึ้นในชัยปุระ เพื่อให้ผู้หญิงอินเดียได้มีโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมผู้ชาย และยังช่วยรื้อฟื้นและเผยแพร่ศิลปะการทำเครื่องถ้วยชามลายครามของอินเดียที่ กำลังจะสาบสูญให้เป็นที่รู้จักขึ้นมาอีกครั้ง
      ทรงมีบทบาทในงานการเมืองไม่ น้อยสมเป็นสตรีหัวใหม่เช่นกัน หลังจากสงครามแบ่งแยกดินแดนและวันประกาศอิสรภาพในอินเดียสิ้นสุดลงเมื่อปี 1947 มหารานีทรงได้รับคะแนนโหวตถึง 192,909 จาก 246,516 คะแนน (ได้รับการบันทึกลงในกินเนสบุ๊ค) ทำให้พรรคการเมืองของพระองค์ได้เป็นผู้นำรัฐบาลชุดที่สองที่ก่อตั้งขึ้นหลัง การเปลี่ยนแปลงการปกครองในอินเดีย
      อย่างไรก็ดี ในช่วงทศวรรษ 70 ที่นายกรัฐมนตรีอินทิรา คานธีของอินเดียทำการลดทอนพระราชอำนาจของราชวงศ์ในอินเดีย คะยาตรี เทวีทรงถูกสั่งจำคุกเป็นเวลาถึง 5 เดือน ที่ทรงยื่นมือเข้าไปวุ่นวายกับการออกกฎหมายเรียกเก็บภาษี เมื่อพ้นโทษพระองค์ก็ได้ออกหนังสืออัตชีวประวัติส่วนพระองค์ A Princess Remembers รวมถึงสร้างภาพยนตร์ Memoirs of a Hindu Princess ซึ่งกำกับโดย Francois Levie และเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมานับแต่นั้น


 .  ..หลังจากได้รับการเฝ้า ดูแลรักษาเป็นเวลานาน 10 วันเต็ม จากความเจ็บป่วยด้วยปัญหาในช่องท้องและระบบทางเดินหายใจ ราชมาตา มหารานี คยาตรี เทวี ก็สิ้นพระชนม์ลงอย่างสงบเมื่อวันพุธที่ 1 สิงหาคม 2009 เป็นการขีดเส้นใต้ จบเรื่องราวของชีวิตซึ่งเต็มไปด้วยสีสันตระการตา ที่กลายเป็นตำนานความงาม และหญิงเก่ง แห่งชัยปุระ ของอินเดีย



ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล
คยาตรี เทวี  มหารานีแห่งชัยปุระ
จากเว็ปไซด์